กุศลพิธี หมายถึง การทำพิธีให้เกิดความฉลาดยิ่งๆ ขึ้น จนสามารถ ตัดความชั่วหรือบาปมัวหมองให้หมดไปโดยลำดับ เฉพาะที่พึงปฏิบัติในเบื้องต้น มี 3 เรื่อง คือ
     ก. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
     ข. พิธีรักษาอุโบสถ
     ค. พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
     ก. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ
     การทำพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ หมายความว่า ประกาศตนว่า เป็นผู้รับนับถือพระพุทธเจ้า กล่าวคือ เป็นผู้ถือพระพุทธศาสนา (พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ฉลาด พุทธศาสนา แปลว่า คำสอนของท่านผู้รู้ ผู้ถือพุทธศาสนาปฏิบัติถูกต้อง ก็ย่อมฉลาดยิ่งๆ ขึ้น สามารถตัดความชั่ว ความโง่ได้)
     การทำพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าตลอดมาจนถึงบัดนี้ รวมเป็น 4 วิธี คือ
     1. มีผู้มาทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงให้บวชด้วยพระวาจาว่า "มาเถิดภิกษุ จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด" ดังนี้เป็นต้น ผู้นั้นถือเพศ คือ โกนผม นุ่งห่มสบงจีวร เป็นเสร็จพิธี
     2. ขอบวชต่อพระสาวก ต้องปลงผม นุ่งห่มสบงจีวรก่อน แล้วลั่น วาจาถึงพระรัตนตรัยเป็น สรณะ คือเป็นที่พึ่งที่ระลึก 3 หน เป็นเสร็จพิธี
     3. ผู้มีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ขอบวช ก็บวชด้วยวิธีที่ 2 สำเร็จเป็นสามเณร
     4. คฤหัสถ์ผู้ไม่ต้องการบวช ลั่นวาจาถึงพระพุทธ-พระธรรม- พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ถ้าอายุเกิน 15 ปี ผู้ชาย เรียกว่า "อุบาสก" ผู้หญิง เรียกว่า "อุบาสิกา" ถ้าอายุ 15 ลงมา 12 ขึ้นไป เรียกว่า "พุทธมามกะ" หรือ "พุทธมามิกา" ตามเพศชาย-หญิง
     ประเพณีนิยมแสดงตนเป็นพุทธมามกะในประเทศไทย ในปัจจุบันมีสรุปได้ 4 คราว คือ
     1. คราวที่บุตร-หลาน มีอายุพ้นเขตทารก คือระหว่างอายุ 12-15 ปี เพื่อให้เด็กสืบความเป็นชาวพุทธตามวงศ์ตระกูล
     2. คราวส่งบุตร-หลาน ที่เป็นชาวพุทธอยู่แล้ว ไปอยู่ในถิ่นศาสนาอื่นนานแรมปี เพื่อให้เด็กระลึกอยู่เสมอว่า ตนเป็นพุทธศาสนิกชน หรือเมื่อเข้าโรงเรียนต่างศาสนา
     3. คราวที่เด็กเข้าศึกษาในโรงเรียนที่สอนวิชาทั้งสามัญศึกษาและวิสามัญศึกษา เพื่อให้นักเรียนเห็นความสำคัญในการที่ตนเป็นชาวพุทธอยู่ร่วมกัน
     4. คราวที่บุคคลต่างศาสนาเกิดเลื่อมใสในพุทธศาสนา ก็ทำพิธี ประกาศตนเป็นชาวพุทธ เพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนถือพระพุทธศาสนาแล้ว
     การปฏิญาณตน เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา คนหนึ่งจะปฏิญาณ หลายครั้ง ตามความเลื่อมใสศรัทธาก็ได้